Monday, February 12, 2018

สรุปประเด็นโครงการไทยนิยมยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมทั้งมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ให้แก่คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ตัวแทนหน่วยงานราชการในส่วนภูมิภาค และบุคลากรที่เป็นวิทยากรระดับจังหวัด ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

📌 “ไทยนิยม คือ นิยมความดี ความงาม ไม่ใช่ประชานิยม”

     📌โครงการไทยนิยม ยั่งยืน : คือการขับเคลื่อนประเทศให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน เป็นการร่วมมือกันในการขับเคลื่อนประเทศในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ ตำบล อาศัยความร่วมมือกันของหน่วยงานองค์กรเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืน
     📌โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ต้องการให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงาน ที่มี แผนงาน/โครงการและงบประมาณลงไปในพื้นที่ ได้มีการบูรณาการ การทำงานร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการลงพื้นที่ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ แผนการปฏิรูป และปัญหาในเชิงพื้นที่
     📌โครงการไทยนิยม ยั่งยืน มุ่งขับเคลื่อนการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชน ถึงการทำงานของรัฐบาล แผนงาน/โครงการและงบประมาณที่หน่วยงานต่าง ๆ ลงไปดำเนินการในพื้นที่ เมื่อประชาชนเกิดความเข้าใจก็จะเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน เพื่อนำประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
      📌โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นการทำงานใน 2 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะบนลงล่าง (Top-down) คือ นโยบายรัฐบาลลงไปสู่พื้นที่ และลักษณะล่างขึ้นบน (Bottom-up) คือ สะท้อนความต้องการของประชาคมจากการทำประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน

     >> ประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการโครงการไทยนิยม ยั่งยืน :
           - กิจกรรม/แผนงาน/โครงการที่ดำเนินการแล้วเป็นประโยชน์ต่อชาติ และส่วนรวม
           - การทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ ประชาชนได้ประโยชน์ และข้าราชการมีความภาคภูมิใจในงานที่ปฏิบัติเพื่อประชาชน
           - การทำงานเพื่อตอบสนอง 1) การสร้างความเท่าเทียม และ 2) การสร้างความเป็นธรรม
             1) การสร้างความเท่าเทียม : ทุกคนได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเท่าเทียมกัน
             2) การสร้างความเป็นธรรม : โดยการดูแลผู้มีรายได้น้อย สร้างโอกาส สร้างรายได้ให้คนกลุ่นนี้
             นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและยังยืน
     >> โครงการไทยนิยม ยั่งยืน : เกิดจากปัญหาการสร้างโอกาสที่ไปไม่ถึงทุกพื้นที่ รัฐบาลจึงมีแนวคิดการแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับโอกาสได้รับประโยชน์จากรัฐบาลอย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่ จึงเกิดเป็น “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” เพราะประชาชนคือรากแก้วของประเทศ การพัฒนาในทุกด้านจึงต้องคำนึงถึงความมั่นคงและความเหมาะสม
     >> สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการ : “ผลิตกำลังคน - สร้างพลังทางสังคม - การกระจายรายได้”
           - การกำหนดแผนการดำเนินงาน ทั้ง งาน Function / Agenda / งานบูรณาการ ให้สอดคล้องและตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ
           - การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
           - การส่งเสริมเศรษฐกิจทำให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้สร้างโอกาสให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย
           - รายได้หลักจากรัฐบาล คือ ภาษีของประชาชนดังนั้นการนำภาษีของประชาชนไปใช้ประโยชน์จะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่เกิดกับประชาชนอย่างสูงสุด
     >> ไทยนิยม ยั่งยืน ภายใต้แนวคิดประชารัฐ : โดยการบูรณาการทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ในทุกด้านอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นการพัฒนาทุกระดับให้เติบโตไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
           การพัฒนาที่สำคัญ คือ การพัฒนาคน ให้ไปสู่ 4.0 โดยการสร้างหลักคิดที่ถูกต้อง ผ่านการเรียนรู้และการสร้างความเข้าใจ (คน : เรียนรู้ - เข้าใจ) นำไปสู่การสร้างความปรองดองของชาติทุกระดับทั่วประเทศ ในทิศทางเดียวกัน
           โครงการแผนงานกิจกรรม ของหลายองค์กร และหลายหน่วยงาน มีการดำเนินการตามรูปแบบเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน แต่มีเป้าประสงค์ในทิศทางเดียวกัน คือ การพัฒนาประเทศ “ไทยนิยม” คือ การพัฒนาประเทศร่วมกันสอดคล้องกันในรูปแบบและเป้าหมายที่คล้ายถึงกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
     >> สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน : ห้ามมองข้ามความต้องการของพื้นที่
          - Big Data  เป็นสิ่งสำคัญเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การวิเคราะห์ข้อมูล ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อจัดทำโครงการในการพัฒนาโดยเน้นที่ความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ (Big Data มี 2 แบบ : แบบมีโครงสร้าง และแบบไม่มีโครง)
          - ให้ทุกกระทรวงวิเคราะห์บิ๊กกับตาของหน่วยงานตนเองเพื่อให้ทราบว่าสิ่งใดสำคัญ สิ่งใดต้องแก้ไข สิ่งใดต้องทำก่อนทำหลัง และสิ่งใดต้องเร่งพัฒนา ให้ครอบคลุมทุกมิติ (เศรษฐกิจสังคม และความมั่นคง)โดยอาศัยเหตุและผลของข้อมูล รวมถึงบริบทของพื้นที่นั้นนั้นเป็นฐานในการวิเคราะห์เพื่อดำเนินการ
      >> ยุทธศาสตร์การพัฒนา “เข้าใจ เข้าถึงพัฒนา” : โดยต้องมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและเหมาะสม
           - เข้าใจ หมายถึง เข้าใจในบริบทของพื้นที่
           - เข้าถึง หมายถึง การเข้าถึงความต้องการของประชาชน
           - และจึงพัฒนาตามข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มา
          ** ไม่มองข้ามความต้องการของพื้นที่
     >> การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน :
           1) การสร้างกลไกหลักในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้ โดยการสื่อสารสร้างหลักคิดให้กับประชาชนเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นรูปธรรม
           2) การพัฒนาต่อยอดจาก ประชารัฐ
           3) ส่งเสริมความต้องการของประชาชนในพื้นที่ (ขาดแคนอะไร/ทดแทนให้/ริเริ่มใหม่ โดยการร่วมคิดร่วมทำ)
           4) การกำหนดแผนงาน/โครงการ ต้องได้รับการยอมรับจากกลไกการขับเคลื่อนโดนมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผ่านเวทีประชาคม
           5) ด้วยการระเบิดจากข้างใน
           6) หลักการ 3 ประสาน : รัฐ - ราษฎร์ - เอกชน
     📌 ประเด็นเน้นย้ำของนายกรัฐมนตรี ในการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน : 3 ประเด็นสำคัญ
           1) “ไทยนิยม ยั่งยืน” คือการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดย “การใช้พลังคนไทยในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืน”
           2) การสร้างการรับรู้ : หน้าที่หลักของรัฐบาล/หน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ การสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดการพัฒนาประเทศตามโครงการฯ โดย ผ่านกลไกทีมขับเคลื่อนฯ ทุกระดับ
               ภารกิจหลัก :
               - เข้าถึงประชาชน/ประชุมร่วมกับประชาชน/ขับเคลื่อนและวิเคราะห์หารือกับประชาชน/ร่วมกันพัฒนาในพื้นที่ โดยคำนึงถึงบริบทของพื้นที่
               - โครงการไทยนิยม ยั่งยืน มุ่งขับเคลื่อนการทำงานตามวาระงานสำคัญ 10 เรื่อง คือ 1) สัญญาประชาคมผูกใจไทยเป็นหนึ่ง : ด้วยการสร้างความสามัคคี ปรองดอง จัดให้มีการทำสัญญาประชาคมให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อรับรู้และปฏิบัติตามร่วมกัน 2) คนไทยไม่ทิ้งกัน: ด้วยการดูแลผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ลงทะเบียนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 3) ชุมชนอยู่ดีมีสุข : ด้วยการพัฒนาความเป็นอยู่ อาชีพ และรายได้ให้แก่ ประชาชน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร และการ ท่องเที่ยวโดยชุมชน 4) วิถีไทยวิถีพอเพียง : ด้วยการส่งเสริมให้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต รวมทั้งเสริมสร้างวินัยการออมในทุกช่วงอายุ 5) รู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้กฎหมาย : ด้วยการให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่อง สิทธิ หน้าที่ และกฎหมาย เพื่อการเป็นพลเมืองที่ดี 6) รู้กลไกการบริหารราชการ : ด้วยการให้ความรู้แก่ประชาชน ทั้งเรื่องกลไกการบริหารราชการแผ่นดินแต่ละระดับ และการบริหารงบประมาณที่มุ่งประโยชน์แก่ประชาชน 7) รู้รักประชาธิปไตยไทยนิยม : ด้วยการให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับ ระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข และหลักธรรมาภิบาล 8) รู้เท่าทันเทคโนโลยี : ด้วยการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับเทคโนโลยี ให้ความสำคัญต่อการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องผ่านโครงการสำคัญ เช่น เน็ตประชารัฐ เป็นต้น 9) ร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติด : ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วนในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร 10) งานตามภารกิจของส่วนราชการ/หน่วยงาน (Function)
                - การรายงานผลการขับเคลื่อนทุก 3 เดือน
                - ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำโครงการต่างๆ ดำเนินการในพื้นที่
             3) Big Data : ขอให้ทุกหน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลในหน่วยงานตนเอง เพื่อเป็นฐานในการขับเคลื่อนภารกิจ

สรุป : นันทรัตน์ สุขศรี กผ.พช/สป.มท.
10.45 น.

ชี้แจงหลักการในการเก็บข้อมูลการทำยุทธศาสตร์

ชี้แจงหลักการในการเก็บข้อมูล
สำหรับข้อมูลอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทดแทน
- ให้เก็บข้อมูลโครงการที่ดำเนินการภายในจังหวัด ในปี 2561 ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งหมดที่ สพจ. สามารถรวบรวมได้ เก็บข้อมูลไปเพื่อรวบรวมการปริมาณการใช้พลังงานทดแทนในจังหวัด ที่ถูกนำไปใช้ในการดำเนินโครงการ เพื่อนำไปหักลบออกจากศักยภาพพลังงานทดแทนที่จังหวัดมี เพื่อดูปริมาณทดแทนคงเหลือ
ข้อมูลการใช้พลังงานในวิสาหกิจชุมชน/SMEs
- เก็บข้อมูลโดยเรียงลำดับวิสาหกิจที่มีการใช้พลังงานมากสุดในจังหวัด โดยเรียงลำดับ 5 กลุ่ม เก็บกลุ่มตัวอย่างละไม่ต่ำกว่า 10 ที่ สามารถใช้กลุ่มเดิมที่เคยเก็บได้ แต่ต้องไม่ซ้ำสถานที่ที่เคยเก็บแล้วค่ะ
- หรือจะเรียงลำดับตามวิสาหกิจที่มีมูลค่าสูงในจังหวัด/เด่นในจังหวัด เรียงลำดับ 5 ลำดับ และเก็บข้อมูลลำดับละไม่ต่ำกว่า 10 ที่ค่ะ
เก็บข้อมูลเพื่อ เป็นข้อมูลประกอบในการจัดทำแผน ว่าวิสาหกิจไหนมีการใช้พลังงานเป็นอย่างไร สพจ. จะเข้าไปสามารถส่งเสริม หรือดำเนินโครงการในส่วนไหนได้บ้าง อย่างไร

โครงการไทยนิยม-กระทรวงเกษตร

การขออนุญาตติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าเกษตร

Monday, February 5, 2018

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กกิ่วลม-ลป.

ผลการดำเนินการโครงการขยายผลพลังงานทดแทนด้านพลังงานน้ำ (โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก)

การขนย้ายน้ำมันดีเซลจากโรงไฟฟ้าวังน้อยไปใช้งานโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

แจ้งกำหนดการขนย้ายน้ำมันดีเซลจากโรงไฟฟ้าวังน้อยไปใช้งานโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

Saturday, January 13, 2018

การทำเกษตรแปลงใหญ่

เรื่อง  การเสริมต่อโครงการตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ด้วยหลักคิดการตลาดนำการผลิตทางการเกษตร

เรียน   ปล.กษ./อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการเทียบเท่าระดับกรม/ผต.กษ. ทุกเขตและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในสังกัด กษ.

ผู้รับทราบ:  ผวจ. และนายอำเภอ ทุกจังหวัด

     ตามที่ กษ.ได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุนการผลิตและสนับสนุนส่งเสริมการร่วมกลุ่มเกษตรกรให้เป็นสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งโดยให้มีการบูรณาการเจ้าหน้าที่ในสังกัด กษ. ทุกหน่วยงานลงไปร่วมกันในการดูแลเกษตรกรในระบบเกษตรแปลงใหญ่ นั้น

    กษ. ขอมอบหมายให้ ปล.กษ.และผู้บริหาร กษ. ฝ่ายประจำ ได้กำหนดแนวทางการบริหารหรือนำนโยบายดังกล่าวข้างต้นไปดำเนินการ (implement) ในพื้นที่ให้ต่อเนื่องและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอให้เพิ่มเติมโดยนำหลักคิดในเรื่องการตลาดนำการผลิตทางการเกษตรไปดำเนินการด้วย ดังนี้

๑.ขอให้จัดประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด (อ.พ.ก.)ที่มีรอง ผวจ.เป็นประธานและเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นเลขานุการ เพื่อมอบหมายให้ คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation)ซึ่งมีเกษตรจังหวัดเป็นเจ้าของเรื่องนำไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ตามขั้นตอน ดังนี้
   ๑.๑ สำรวจเพื่อรวบรวมข้อมูลเกษตรแปลงใหญ่ที่มีพื้นที่รวมกันตั้งแต่ จำนวน ๕๐ไร่ขึ้นไปที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และยังไม่มีแผนการผลิตและแผนการตลาดอย่างครบวงจร และผลผลิตของสมาชิกยังมีปัญหาไม่มีตลาดรองรับนั้น มีจำนวนกี่แปลง ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอและจังหวัดไหนและเกษตรกรสมาชิกปลูกพืชหรือประกอบการเกษตรกรรมประเภทอะไรเป็นส่วนใหญ่ มีการรวมตัวกันจดทะเบียนกลุ่มหรือวิสาหกิจชุมชนหรือสมาชิกสหกรณ์การเกษตรแล้วหรือไม่อย่างไร
    ๑.๒ วิเคราะห์แผนการผลิต แผนการตลาดของเกษตรแปลงใหญ่ว่า มีปัญหาหรือจุดอ่อนในเรื่องอะไรที่เกินขีดความสามารถของหน่วยงานในพื้นที่ที่จะแก้ไขได้ และต้องการขอรับการสนับสนุนจากส่วนกลางในเรื่องอะไรบ้าง
    ๑.๓ ในเบื้องต้นนี้ขอให้คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนฯระดับจังหวัด(Chief  of Operation)ได้มอบหมายคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ
(operation team)รวมทั้งขอให้อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการเทียบเท่าและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในสังกัดกษ.ทุกหน่วยสั่งการมอบหมายเจ้าหน้าที่ กษ.ในสังกัดที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับจังหวัดหรือเขตหรือภาคหรือศูนย์วิชาการ/เรียนรู้หรือสถานีทดลองต่างๆ เข้าไปบูรณาการร่วมงานกันเป็นชุดปฎิบัติการ
เกษตร(ชป.กษ.)ประจำพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่เพื่อลงไปดูแลแนะนำช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องต่างๆ เช่น การจัดหาแหล่งนำ้ การวิเคราะห์ตรวจคุณภาพดินเพื่อหาสารอาหารหรือแร่ธาตุในดิน การแนะนำเลือกพืชหรือสัตว์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ หรือความต้องการของตลาด การเลี้ยงสัตว์น้ำ การดูแลป้องกันโรคพืช โรคสัตว์ แนะนำการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิต ฯลฯ กล่าวโดยสรุปชุดปฏิบัติการเกษตร(ชป.กษ.)ซึ่งมีเกษตรตำบลเป็นหัวหน้าชุดจะทำหน้าที่เสมือนผู้จัดการแปลงหรือฟาร์มการเกษตรกรรมหรือที่ปรึกษาของเกษตรกรในพื้นที่แปลงในพื้นที่

๒.ขอให้นำข้อมูลจาก ข้อ ๑ มาจัดประชุมระหว่างคณะอนุกรรมการฯ จังหวัด (อ.พ.ก.) กับหน่วยงานรัฐและเอกชนด้านการตลาดซึ่งได้แก่พาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด ธกส.หรือหน่วยราชการที่รับซื้อสินค้าการเกษตรไปใช้ในหน่วยงานเช่นโรงเรียน โรงพยาบาล หรือชมรมธนาคารจังหวัดหรือหอการค้าหรือสภาอุตสาหกรรมจังหวัดรวมทั้งบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัดให้มาร่วมกันพิจารณารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่หรือร่วมวางแผนการตลาดให้แก่กลุ่มเกษตรกรหรืออาจให้มีการตกลงจับคู่ค้าขายกันตามพันธะสัญญาที่เป็นธรรมระหว่างกลุ่มเกษตรกรสมาชิกเกษตรแปลงใหญ่หรือวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตรกับภาคเอกชนผู้ค้าปลีก ค้าส่งหรือส่งออกประเทศ บริษัท ห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค หรือร้านค้าสะดวกซื้อซึ่งมีสาขาอยู่ในจังหวัดต่างๆแล้ว

๓.หากการดำเนินการตามข้อ ๒ มีปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับผลผลิตของเกษตรกรล้นตลาดหรือ ไม่มีผู้รับซื้อผลผลิต ก็ให้รีบรายงานคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ซึ่งมี ปล.กษ. เป็นประธาน คกก. ทราบโดยด่วนที่สุด เพื่อส่วนกลางจะได้หาแนวทางหรือประสานงานกับหน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนในส่วนกลาง ลงไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้จังหวัดต่อไป

๔.สำหรับพื้นที่ที่มีการปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก และมีปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำนั้น ขอให้คณะอนุกรรมการฯ จังหวัด (อ.พ.ก.) ได้มอบให้คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation) เป็นหน่วยดำเนินการต่อไป ดังนี้
       ๔.๑ ขอให้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนเกษตรกรชาวสวนยาง ที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่เพื่อทดแทนการปลูกยางซึ่งมีหลักการรองรับการพัฒนาอาชีพปลูกยางพารา ดังนี้
               (๑) การเปลี่ยนอาชีพจากการทำสวนยางมาทำเกษตรกรรมใหม่ ที่มีตลาดรองรับหรือมีโอกาสที่เกษตรกรจะรายได้มากกว่าการทำสวนยาง
              (๒) เกษตรกรที่จะเข้ารวมโครงการตามข้อ(๑) ต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มและมีสวนยางหรือแปลงยางติดกันหรือใกล้เคียงกันในตำบลหรือหมู่บ้านเดียวกัน โดยมีขนาดเนื้อที่รวมกันตั้งแต่ ๕๐ไร่ขึ้นไป คล้ายหลักการในโครงการเกษตรแปลงใหญ่
              (๓) สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรมใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนอาชีพทำสวนยางมาทำเกษตรกรรมใหม่ ตามคำแนะนำของทางราชการนั้น ทางราชการจะรับผิดชอบดูแลสนับสนุนปัจจัยการผลิตและการตลาดรวมทั้งหาอาชีพเสริมในช่วงรอผลผลิตทางการเกษตรกรรมใหม่ที่จะขายได้ด้วย
      ๔.๒ รวบรวมรายชื่อเกษตรกรตามข้อ๔.๑ และจำนวนพื้นที่แปลงสวนยางที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่ว่า แต่ละจังหวัดมีจำนวนพื้นที่แปลงใหญ่กี่แปลง แต่ละแปลงมีขนาดพื้นที่กี่ไร่ และกลุ่มเกษตรกรเจ้าสวนยางเหล่านั้นมีการจดทะเบียนกลุ่ม/วิสาหกิจหรือเป็นสมาชิกสหกรณ์หรือไม่

๕.ในระดับนโยบายคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมี รมว.กษ. เป็นประธานและเลขาธิการ สศก.เป็นเลขานุการ จะนำข้อมูลตามข้อ ๑-๔ มาประสานงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนในส่วนกลาง เพื่อกำหนดแนวทางการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาการตลาดของผลผลิตเกษตรกรรมตามโครงการเกษตรแปลงใหญ่และโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่ทดแทนการทำสวนยางและจะแจ้งผลให้จังหวัดทราบต่อไป

๖.ขอมอบหมายให้ ปล.กษ. กำหนดมาตรการและวิธีการให้ ผต.กษ.ระดับกระทรวงและระดับกรม เป็นคณะทำงานตรวจแนะนำและติดตามการดำเนินการของจังหวัด ตามข้อ ๑-๕ ประจำพื้นที่ทั้ง ๗๖ จังหวัดว่า มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการของจังหวัดและอำเภออย่างไร หรือไม่ เพื่อรวบรวมรายงานให้คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ทราบ จะได้ให้การสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ถูกต้องต่อไป.

รมว.กษ.เมื่อ ๑๔ ม.ค.๖๑