Tuesday, October 1, 2019

จัดโมเดล "โรงไฟฟ้าชุมชน" !

โมเดล "โรงไฟฟ้าชุมชน"  (ไม่) ยั่งยืน

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน กำลังถูกผลักดันให้เป็นรูปธรรมทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ชุมชน โครงการนี้ มีแนวทางอย่างไร และต้องดำเนินการอย่างไรให้ชุมชนพึ่งตัวเองได้ !!


Thursday, September 26, 2019

ชวพม.สรุปโมเดลโรงไฟฟ้าชุมชน ชุมชนมีรายได้เพิ่ม แต่ผู้ใช้ไฟต้องยอมรับค่าไฟแพงขึ้น

source : http://www.energynewscenter.com/6827-2/


ชมรมวิทยาการพลังงานรุ่นใหม่(ชวพม.)  ระดมความเห็นเอกชน ตัวแทนวิสาหกิจชุมชน เกี่ยวกับโมเดลโรงไฟฟ้าชุมชน ที่ชุมชนจะได้ประโยชน์ เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เผยมีศักยภาพสายส่งเพียงพอรองรับโรงไฟฟ้าชุมชน ขนาดต่างๆ ได้กว่า 4,000 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ แต่ศักยภาพของเชื้อเพลิงชีวมวลและชีวภาพอาจมีผลิตไฟฟ้าได้ไม่เกิน 800 เมกะวัตต์  แนะรัฐมนตรี 3 กระทรวง ทั้งพลังงาน เกษตร มหาดไทย จับมือผลักดันโครงการให้เป็นรูปธรรม โดยรัฐอุดหนุนค่าไฟฟ้าในรูป Feed in Tariff – FiT ตั้งแต่ 5.22-5.84 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ กฟผ.ห่วงผลกระทบค่าไฟฟ้า ประชาชนต้องรับได้  ส่วนผู้แทนวิสาหกิจชุมชนเสนอโมเดลโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดจิ๋ว 50 กิโลวัตต์ในพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือปลายสายส่ง ชุมชนมีขีดความสามารถทำเองได้และควรเป็นเจ้าของทั้ง 100% โดยยืมเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หรือกองทุนพัฒนาไฟฟ้า 3-6ล้านบาท จ่ายคืนภายใน6ปี
วันที่ 17 ก.ย. 2562 ชมรมวิทยาการพลังงานรุ่นใหม่(ชวพม.)  ได้จัดงาน “ชวพม.ชวนคุย ครั้งที่1 ตอน “โรงไฟฟ้าชุมชนประชาชนได้อะไร” เพื่อรวบรวมความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบโรงไฟฟ้าชุมชนที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ เพื่อสรุปและนำเสนอ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณาดำเนินการต่อไป โดยประเด็นเรื่องโรงไฟฟ้าชุมชน ทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 11 ก.ย.2562 ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว โดยอยู่ในระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์รายละเอียดเพื่อนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติ โดยมีผู้ร่วมบรรบาย ประกอบด้วย นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA),นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.),นายอาทิตย์ เวชกิจ อดีตนายกสมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย,นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP)ชีวมวล,นายพรอรัญ สุวรรณพลาย รองประธาน Thai Biogas trade Association,นายรังสฤษฏ์ คุณชัยมัง ประธานมูลนิธิวิสาหกิจพลังงานชุมชน,ผศ.ดร พิสิษฏ์ มณีโชติ รองผู้อำนวยการศูนย์แห่งความเป็นเลิศสมาร์ทซิตี้แห่งเอเชียแปซิฟิก และนายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด(มหาชน)  ซึ่งงานสัมมนาดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เกี่ยวข้องอย่างคับคั่งเกินกว่า 400 คน

นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) กล่าวว่า รูปแบบโรงไฟฟ้าชุมชนที่ PEA จัดทำไว้ เป็นรูปแบบการลงทุนที่คล้ายกับบริษัท ไฟฟ้าประชารัฐ จำกัด ซึ่งหน่วยงานรัฐถือหุ้น 40% และบริษัท ชุมชนประชารัฐ ถือหุ้น 60% (บริษัท ชุมชนประชารัฐ แบ่งการถือหุ้น ให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชน 24% และเอกชน 36%) ทั้งนี้อาจให้บริษัทในรัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัท  พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ PEA เข้าไปร่วมลงทุนในวิสาหกิจชุมชนได้ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวจะทำให้สร้างความยั่งยืนให้โรงไฟฟ้าในระยะยาว
ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลศักยภาพสายส่งของ PEA พบว่ายังมีขีดความสามารถรองรับปริมาณไฟฟ้าได้ อีกประมาณ 4,000เมกะวัตต์ โดยไม่ต้องลงทุนใหม่ โดยหากโรงไฟฟ้าชุมชนประเภทชีวมวลและชีวภาพ  มีขนาดกำลังการผลิต 2-3เมกะวัตต์ ก็จะรองรับได้กว่า 1,500แห่ง  อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของเชื้อเพลิงชีวมวลและชีวภาพทั้งประเทศ ประเมินว่า น่าจะเพียงพอที่จะป้อนโรงไฟฟ้าได้ไม่เกิน 800 เมกะวัตต์ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมโรงไฟฟ้าชุมชน จำเป็นจะต้องได้รับเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าตามต้นทุนที่เป็นจริงหรือในรูปของ Feed in Tariff ระยะยาว ในอัตรา 5.22-5.84 บาทต่อหน่วย เพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งจะกระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนค่าเอฟที ที่จัดเก็บกับประชาชน 7-8สตางค์ต่อหน่วย  แต่ประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ หากเป็นโรงไฟฟ้าขนาด1เมกะวัตต์ รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 1-1.6แสนบาทต่อครัวเรือนต่อปี
ด้านนายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า หากค่าไฟฟ้าโรงไฟฟ้าชุมชนอยู่ระดับ 5 บาทต่อหน่วย จะสูงกว่าโรงไฟฟ้าฐาน เช่น ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่อยู่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย หรือมีส่วนต่างกันถึง 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากโรงไฟฟ้าชุมชนผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ 1,000 เมกะวัตต์ และเป็นแบบไฟฟ้าที่มีความสม่ำเสมอ ตามสัญญา(Firm)จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นประมาณ 20 สตางค์ต่อหน่วย  ซึ่งก็ต้องถามประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าดูว่าจะยอมรับค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นนี้ได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของโรงไฟฟ้าชุมชน หากสามารถตอบโจทย์ภาพรวมได้ตามที่ทางองค์การสหประชาชาติ(UN) มองว่าจะเป็นวิกฤตในอนาคต คือ 1. น้ำ  2. อาหาร และ3. พลังงาน ก็ถือว่ามีความคุ้มค่าที่จะดำเนินการ
นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP)ชีวมวล กล่าวว่า การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนจะต้องมีกฏหมายรองรับ โดยรูปแบบลงทุนควรแบ่งเป็นชุมชน 30% เอกชน  70% และเชื้อเพลิงต้องไม่ใช้พืชเกษตรที่ได้จากการแปรรูปแล้วเช่น แกลบจากโรงสีข้าว กากอ้อยจากโรงงานน้ำตาล แต่ต้องเน้นใช้จากเศษวัสดุทางการเกษตรที่ไม่เป็นเชิงพาณิชย์มาก่อนเช่น ซังข้าวโพด ใบอ้อย ฟางข้าว ฯลฯ โดยเงินลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 3 เมกะวัตต์ คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 280 ล้านบาท ซึ่งราคารับซื้อไฟควรเป็นในรูปFiTประมาณ 4.24 บาทต่อหน่วย  และอยากให้รัฐทำเป็นโครงการนำร่อง ที่มีการยกเว้นกฏระเบียบ บางข้อ แบบเดียวกับโครงการ sandbox ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)
นายรังสฤษฏ์ คุณชัยมัง ประธานมูลนิธิวิสาหกิจพลังงานชุมชน กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชุมชน ที่เหมาะสมและควรทำก่อนคือพื้นที่ห่างไกลสายส่งไฟฟ้า และไม่มีไฟฟ้าใช้ เช่น บนเกาะ พื้นที่ชุมชนชายขอบ ที่มีอยู่กว่า50,000ครัวเรือน และควรสร้างเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก ไม่เกิน50กิโลวัตต์ ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 3-6 ล้านบาท โดยชุมชนสามารถที่จะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าได้เองทั้งหมด 100% ด้วยการยืมเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า หรือกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาดำเนินการก่อน และเมื่อขายไฟฟ้าได้ค่อยทยอยชำระคืน ภายในระยะเวลา 6 ปี  สำหรับค่าไฟฟ้าFIT4.24 บาทต่อหน่วย และบวกเพิ่มให้อีก 1 บาท รวมเป็น 5.24 บาทต่อหน่วย เพราะเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนค่าขนส่งสูงกว่าพื้นที่ปกติ
นายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า นโยบายโรงไฟฟ้าชุมชน โดยใช้หญ้าเนเปียร์ เป็นเชื้อเพลิง ที่บริษัทได้ดำเนินการในเชียงใหม่ และขอนแก่น ถูกพิสูจน์แล้วว่า ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน  แต่รัฐต้องยอมรับว่าจะต้องมีราคารับซื้อไฟฟ้าที่สูงขึ้นเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุน  เพราะหากรัฐต้องการไฟฟ้าราคาต่ำ ก็ควรไปเน้นลงทุนโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซหรือถ่านหิน แต่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าชุมชน

Saturday, July 27, 2019

รายการ อภิปรายนโยบายรัฐบาลด้านพลังงาน

รายการ อภิปรายนโยบายรัฐบาลด้านพลังงาน
ช่อง 2 สทท.11 (11.49 - 11.51 น.)
https://youtu.be/ibS_JeFIcbo

     นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวชี้แจง ประเด็นพลังงานว่า เรื่องของพลังงาน ทางกระทรวงพลังงานถูกมองในมิติเดียว คือ มิติของการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชน รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินนโยบายพลังงาน โดยเน้นประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับฐานราก ด้วยการให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานในการเพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิต
     ทั้งนี้ จะมีการทบทวนแผน PDP2018 ในบางประการ ในมิติของการนำพลังงานหมุนเวียนเข้าไปสู่ชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารพลังงาน ทำให้มีรายได้ กลไกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรต่างก็อยู่ในแผนทั้งสิ้น
     นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานจะใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงาน มาเป็นเครื่องมือในการสนับสุนนการพัฒนาพลังงานระดับชุมชน เพื่อให้เกิดการผลิตพลังงาน การสร้างอาชีพ ซึ่งจะดำเนินการมากขึ้นตามนโยบายในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาระบบสูบน้ำจากภาคเกษตร เพื่อขยายพื้นที่เกษตรแต่จะมีวิธีการทำงานที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม หรือการใช้พลังงานแสงอาทิตย์...


Monday, July 22, 2019

ต้นแบบโรงเรือนอัจฉริยะ-วิทยาลัยการอาชีพแจ้ห่ม


ความสำคัญและที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย
ปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เข้าไปมีบทบาทในแทบทุกสาขาอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่ชาวไร่ชาวสวน ที่หันมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพของผลผลิต สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ประเทศไทย 4.0” ซึ่งมีเนื้อหาในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Based Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมโดยมีประเด็นด้านการพัฒนาระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรกรรม      สมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า “Smart Farming” แนวคิดหลักของสมาร์ทฟาร์ม คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการพัฒนาทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตลดต้นทุน รวมทั้งพัฒนามาตรฐานสินค้า
          ในอำเภอแจ้ห่มประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยยังทำการเกษตรแบบดังเดิมคือการใช้แรงงานจากคนและเครื่องจักรกล โดยยังไม่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและการวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการเข้าถึงแหล่งให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีด้านการเกษตรของประชาชน วิทยาลัยการอาชีพแจ้ห่มเป็นสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนในด้านอาชีวศึกษา เป็นสถานศึกษาที่ให้ความรู้ทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การสร้างสิ่งประดิษฐ์เพื่อแก้ช่วยปัญหาที่เกิดกับชุมชน ถือเป็น      พันธกิจหลักของทางวิทยาลัย
ต้นแบบโรงเรือนอัจฉริยะ เป็นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่จะช่วยให้การทำการเกษตรของเกษตรกรได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ต้นแบบโรงเรือนอัจฉริยะ จะเป็นการควบคุมการเพราะปลูกในระบบโรงเรือน โดยสามารถควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่างให้เหมาะสมกับพืชที่เพราะปลูก ส่งผลให้การเจริญเติบโตของพืชได้อย่างเต็มที่ ผลผลิตมีคุณภาพ การสร้างต้นแบบโรงเรือนอัจฉริยะ ถือว่าเป็นการนำความรู้ทางด้านเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาให้กับชุมชน นับว่ามีประโยชน์ต่อสถานศึกษาและชุมชน จึงเสนอโครงการต้นแบบโรงเรือนอัจฉริยะดังกล่าว
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อสร้างชุดสาธิตต้นแบบโรงเรือนอัจฉริยะ
เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการทำการเกษตรอัจฉริยะแก่ชุมชน
เพื่อส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหาอย่างมีขั้นตอนด้วยกระบวนการวิจัย
ผลสำเร็จและความคุ้มค่าของโครงการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับ
ได้อุปกรณ์ป้องกันและเตือนภัยจากการโจรกรรมรถจักรยานยนต์
ได้คิดค้น สิ่งประดิษฐ์ สร้างเครื่องที่สามารถใช้งานได้ มีความปลอดภัย จากความรู้ที่ได้ศึกษามาให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน และสังคม

ประโยชน์และคุณลักษณะ  :
ผลงานสิ่งประดิษฐ์สามารถเลือกโหมดในการทำงาน โหมดควบคุมด้วยตนเอง กับโหมดอัตโนมัติ และสามารถแสดงการวัดอุณหภูมิ ความชื้นความเข้มของแสง และแสดงกราฟ บนเว็บไซต์ได การควบคุมการทำงานด้วยตนเองสามารถควบคุมการทำงานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ไดการควบคุมแบบอัตโนมัติสามารถควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ โดยการตั้งค่าต่ำสุด และสูงสุดของอุณหภูมิ ความชื้น ความเข้มของแสงอุปกรณ์สามารถทำงานตามโปรแกรม

1.  ผู้เรียนได้มีองค์ความรู้ใหม่การควบคุมอุปกรณ์ในโรงเรือน
2.  ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อการประกอบอาชีพในอนาคต  


คู่มือการใช้งาน เครื่องต้นแบบโรงเรือนอัจฉริยะ


1.        รายละเอียดด้านคุณลักษณะ และการติดตั้ง ประกอบด้วย
   ส่วนประกอบของต้นแบบโรงเรือนอัจฉริยะ

หมายเลข 1 คือ กล่องควบคุมระบบ
          หมายเลข 2 คือ ชุดหลอดไฟให้แสงแก่พืช
          หมายเลข 3 คือ พัดลมระบายอากาศ
          หมายเลข 4 คือ เซ็นเซอร์ตรวจวัด ค่าอุณหภูมิ และความชื้น
          หมายเลข 5 คือ หัวพ่นหมอก เพิ่มความชื้น
          หมายเลข 6 คือ เซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าความชื้นในดิน
          หมายเลข 7 คือ สปริงเกอร์ลดน้ำต้นไม้
      หมายเลข 8 คือ พัดลมให้อากาศ
      หมายเลข 9 คือ ระบบให้ความเย็น ( Evaporative Air Cooling ) 
















เครื่องจักรไม่เกิน50hp (37kW) ไม่ถือเป็นโรงงาน

พรบ. โรงงานฯฉบับที่ 2 ประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาครับ
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/056/T_0213.PDF
คำอธิบายเพิ่มเติม พรบ. โรงงาน 2562 ซึ่งลงในราชกิจจา 30 เม.ย. 2562.
1. ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลนี้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป
2. พรบ. นี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ต้นเดือน พ.ย. 2562 เป็นต้นไป.
3. ตามมาตรา 4 เครื่องจักรที่มีขนาดไม่เกิน 50 แรงม้า (37 kW) ไม่เป็นโรงงาน.  ดังนั้น การติดตั้งโซลาร์ที่มีขนาดรวมของแผง + อินเวอร์เตอร์ ถ้าไม่เกิน 37 kW ไม่ว่าจะอยู่ บนดิน บนน้ำ ไม่ว่า จะ on grid. Off grid  ไม่ต้องขอใบ รง. 4 (ใบอื่นๆ ต้องดู พรบ. อื่นประกอบ)
4  มาตรา 3 ให้อำนาจ รมต. ประกาศให้ยกเว้นว่า ไม่เป็นโรงงาน ในกรณี รง. ของราชการ  รง. เพื่อการวิจัย รง. เพื่อการอบรม ....
เอาเป็นว่า ตั้งแต่ พ.ย. 2562 เป็นต้นไป
ต้องร้องเฮ ว่า ใครจะติดตั้งแผงเซลล์บนพื้นดิน บนน้ำ ถ้าตัวแผงไม่เกินประมาณ 18 kWp จะไม่ติดขัดผังเมือง ไม่ต้องขอ รง. 4.
ส่งผลให้ โซลาร์ภาคประชาชน  จะสามารถติดตั้งแผง บนพื้นดินได้  ถ้าหลังคามีพื้นที่ไม่พอ.
ส่งผลให้เจ้าของอาคารติดตั้งแผงเป็นหลังโรงจอดรถ (โดยไม่ต้องมีเมทัลชีต) ได้.
ส่งผลให้ โซลาร์ flosting ขนาดเล็ก ไม่เกิน 18 kWp ติดตั้งได้ในเมือง
ส้งผลให้  Solar Charging Station  เกิดได้ทุกที่ไม่ติดผังเมือง

โครงการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสู่เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ของ สิ่งแวดล้อมภาค2










รายงานการประชุม ครั้งที่1