Saturday, October 12, 2019

รายงานผลการประชุม คณะกรรมการ กพช. วันพุธที่ 11 กันยายน 2562

source : http://www.eppo.go.th/index.php/th/eppo-intranet/item/15134-news-110962

กพช. เดินหน้าพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานรากหนุนโรงไฟฟ้าชุมชน เข้าระบบไม่เกินปี 65
เร่งสร้างเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มโดยยกระดับ B10 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ต้นปี 2563



(11 ก.ย.62) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้พิจารณาวาระสำคัญ โดยเห็นชอบนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โรงไฟฟ้าชุมชน) ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 62 ที่จะช่วยให้ชุมชนมีรายได้จากการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าฯ และลดภาระค่าใช้จ่าย มีรายได้จากการจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน สามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ สร้างมูลค่าเพิ่มในการประกอบอาชีพของชุมชน เช่น ห้องเย็น เครื่องจักรแปรรูปการเกษตร เป็นต้น

  โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนทั่วประเทศ และมีระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้ารองรับไฟฟ้าที่จะผลิตจากชุมชน โดยแนวทางการจัดตั้ง ให้ภาคไฟฟ้ารัฐและ/หรือเอกชนและ/หรือชุมชน ร่วมจัดตั้ง หากพื้นที่ไม่มีศักยภาพจากพืชพลังงานจะส่งเสริมการผลิตจากแสงอาทิตย์ด้วย ขนาดกำลังผลิตที่สอดคล้องความต้องการใช้ในพื้นที่ ทั้งนี้ ราคารับซื้อต้องกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าน้อยที่สุด และมีการกำหนดผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ส่วนลดค่าไฟฟ้า ส่วนแบ่งผลกำไรจากการดำเนินงาน หรือรายได้จากการขายเชื้อเพลิงจากวัสดุทางการเกษตร โดยอาจมีงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
          ทั้งนี้ กพช. มอบให้ กบง. พิจารณารายละเอียดโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนตามกรอบนโยบาย เช่น เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า พื้นที่ที่ไม่มีข้อจำกัดทางด้านระบบส่งและระบบจำหน่าย และแก้ไขหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเปิดรับข้อเสนอโรงไฟฟ้าชุมชน โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกิน ปี 2565 และนำเสนอ กพช. เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป

 ที่ประชุม กพช. เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล เพื่อให้การส่งเสริมการใช้ ไบโอดีเซลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ของประเทศ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง รวมถึงช่วยลดมลภาวะทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จึงเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล โดยเริ่มขยายส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 ให้ต่ำกว่า B7 ที่ 2 บาทต่อลิตร และลดส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมัน B20 ให้ต่ำกว่าน้ำมัน B7 ที่ 3 บาทต่อลิตร โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

 พร้อมกันนี้ยังเห็นชอบการบังคับใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเกรดพื้นฐาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 โดยให้น้ำมัน B7 และ B20 เป็นทางเลือก โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์บริหารจัดการผลผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อใช้บริโภค และให้กระทรวงพลังงานบริหารจัดการการใช้ไบโอดีเซล เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ติดตามปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล และประกาศคุณภาพไบโอดีเซลเป็นชนิดเดียว ที่สามารถนำมาผลิตน้ำมันดีเซลได้ทุกเกรด ภายในวันที่ 1 มกราคม 2563
          คาดว่าเดือนธันวาคม 2562 จะมีปริมาณการใช้ไบโอดีเซล(B100) ที่ระดับ 6.2 ล้านลิตรต่อวัน ช่วยดูดซับการใช้ CPO 167,360 ตันต่อเดือน ซึ่งปริมาณ CPO คงเหลือในปัจจุบันและผลผลิตตามที่คาดการณ์ไว้จะรองรับการผลิต B100 ได้เพียงพอ โดยมีผู้ผลิต B100 สำหรับใช้ผสมเพื่อผลิตเป็น B10 ได้ 9 ราย กำลังการผลิตรวมประมาณ 6.9 ล้านลิตรต่อวัน ปัจจุบันมีจำนวนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลประมาณ 10 ล้านคัน เป็นรถยนต์ที่ค่ายรถยนต์รับรองว่าใช้ B10 ได้ประมาณ 5.2 ล้านคัน หรือครึ่งหนึ่งของรถดีเซลทั้งหมด โดยผู้ค้าน้ำมันที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมัน B10 มีความพร้อมและสนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบกรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กพช. ได้มีมติเห็นชอบ กรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้การดำเนินงานเกี่ยวกับการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) เป็น “สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดชะงักเพื่อให้การรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และมอบหมายให้สำนักงานกองทุนฯ เร่งจัดทำแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสนอ กพช. ให้ความเห็นชอบ รวมทั้งเร่งดำเนินการออกประกาศหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 และเพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนฯ บรรลุตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และเห็นชอบ (ร่าง) คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ../2562 เรื่อง กำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้นำเสนอนายกรัฐมนตรี ต่อไป

ผุดโรงไฟฟ้าชุมชน250แห่ง

source :  https://www.ryt9.com/s/tpd/3052776



"สนธิรัตน์" ลั่นโรงไฟฟ้าชุมชนเกิดแน่ 250 แห่ง หน่วยงานร่วมเสนอให้ชุมชนถือหุ้น 10-30% ปันผลเงินคืน 25 สตางค์/หน่วย โดย พพ.ดูรายละเอียด 1 เดือนสรุป

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับหน่วยงานภายใต้กระทรวงพลังงาน ภาคเอกชน ชุมชน และผู้ประกอบการถึงแนว ทางการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐาน ราก ว่าตั้งเป้าจะเห็นการเกิดโรงไฟฟ้าชุมชนในระยะแรกที่ 250 แห่ง แต่ไม่ได้กำหนดเมกะ วัตต์ เนื่องจากต้องอยู่ที่ความพร้อมของพื้นที่และเชื้อเพลิง โดยกำหนดว่าจะต้องมาจากวัสดุ เหลือใช้ของภาคเกษตร หรือพืชที่ปลูกขึ้นมาเฉพาะอย่างเช่นหญ้าเนเปียร์และไผ่ ขณะที่ด้านพลังงานแสงอาทิตย์เองก็ยังไม่ได้ปิดกั้น หากบางพื้นที่ไม่สามารถใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นได้ ก็จะให้ใช้เป็นโซลาร์

ทั้งนี้ จากการระดมความคิดเห็นแบ่งเป็น 3 หัวข้อหลักนอกจากการใช้เชื้อเพลิงแล้วยังมีประเด็นด้านความร่วมมือด้วยโดยรับฟังความคิดเห็นชุมชน ประชาสังคม เอกชนและภาครัฐ ซึ่งกำหนดโควตาไว้เบื้องต้น ว่าชุมชนจะสามารถเข้ามามีส่วน ร่วมหรือถือหุ้นอยู่ที่ 10-30% แล้ว แต่ศักยภาพ และอีกหนึ่งหัวข้อคือการสร้างรายได้ชุมชน ซึ่งจะเป็นไปตามสัดส่วนการถือหุ้น และเน้นย้ำที่การสร้างความเข้ม แข็งให้ชุมชนและพัฒนาเศรษฐ กิจฐานราก รวมถึงไม่ให้กระทบค่าไฟฟ้าส่วนรวม โดยกำหนดไว้เป็นโมเดลที่ 25 สตางค์ต่อหน่วย

"เบื้องต้นเราได้กำหนดโมเดลการพัฒนาโรงไฟฟ้าชุมชน ไว้ 7 แบบ เพื่อที่จะใช้กำหนดตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยเชื้อเพลิงที่แตกต่างกันก็ให้โมเดลที่ต่างกันด้วย ซึ่งหลังจากนี้จะให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เพื่อเป็นแม่งานในการดำเนินงาน ซึ่งภายใน 1 เดือนนับจากนี้จะเห็นรูปแบบและแผนดำเนินการ โดยเบื้องต้นจะดึงโรงไฟฟ้าเก่าที่มีการสร้างแล้วแต่ยังไม่ได้ขายไฟเข้ามาเป็นโรงไฟฟ้าชุมชนระยะเร่งด่วนก่อน จำนวน 10-20 แห่ง โดยพิจารณาจากสายส่งที่มีความพร้อม" นายสนธิรัตน์กล่าว

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังคณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนาย กิติกร โล่ห์สุนทร ประธานคณะกรรมาธิการฯ เข้าพบนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เพื่อรับทราบนโยบายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ว่าทางคณะกรรมาธิการฯ ไม่เห็นด้วยกับการนำน้ำมันปาล์ม ดิบ (ซีพีโอ) ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง แต่หากจะช่วยแก้ปัญหาผลผลิตปาล์มดิบล้นตลาดที่ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ อยากเสนอให้ กฟผ.รับซื้อเป็นล็อตๆ ครั้งละไม่มาก แต่รับซื้อระยะยาว

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีข้อเสนอให้ทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพี 2018) โดยปรับเพิ่มสัดส่วนการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เนื่องจากคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าปัจจุบันมีการกำหนดสัด ส่วนการส่งเสริมใช้ในประเทศน้อยและการผลักดันมีความล่า ช้าเกินไป.

รมว.พลังงาน เตรียมออกแพ็คเกจหนุนใช้รถ EV-แบตเตอรี่ภายในสิ้นปีนี้

source : https://www.ryt9.com/si/iq03/3052127



นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เปิเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการเตรียมแผนส่งเสริมเพื่อให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยจะมีความชัดเจนในปลายปี 62

มาตรการส่งเสริมจะให้มีความครอบคลุม โดยเฉพาะในส่วนของแบตเตอรี่ ที่เป็นหัวใจหลักของรถยนต์อีวี เพื่อให้นำไปสู่การเป็นฐานผลิตแบตเตอรี่ของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการส่งเสริมทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า หัวชาร์จไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า การใช้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น คาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในช่วง 5 ปีข้างหน้านับจากปี 63

"การส่งเสริมที่มียุทธศาสตร์ที่ถูกต้องถึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอีวีของประเทศไทยไปได้ เราจะออกมาตรการต่าง ๆ ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ภายในสิ่นปีนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งสิ้นปีนี้จะมีมาตรการส่งเสริมที่ชัดเจนออกมาว่าจะส่งเสริมอะไร อย่างไร เราเห็นโครงแล้วว่าจะไปทางไหน ทิศทางอย่างไร เรากำลังร่วมกันศึกษาทั้งค่ายรถยนต์ ผู้รู้ในการเปลี่ยนผ่าน การส่งสัญญาณกระทรวงพลังงานมีความสำคัญเพราะจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่ถูกต้องของประเทศไทย มีความรอบคอบนำไปสู่ฐานการผลิตแบตเตอรี่ของอาเซียน เพราะหัวใจของการเปลี่ยนผ่านอีวีนั้นคือแบตเตอรี่ที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป"นายสนธิรัตน์ กล่าว

รมว.พลังงาน กล่าวว่า การส่งเสริมและการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า จะกระทบต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว (PDP) ของประเทศด้วยเพราะมีความเชื่อมโยงกัน การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ จึงต้องให้เกิดการรอบคอบ

สำหรับการส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในแนวทางที่กระทรวงพลังงานจะนำมาเพื่อใช้รองรับการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 นอกเหนือจากการส่งเสริมให้เกิดการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล (B100) ในสัดส่วน 10% หรือ B10 ซึ่งจะกลายเป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานตั้งแต่ต้นปี 63 ทดแทน B7 ในปัจจุบัน ซึ่งในเดือนต.ค.นี้จะออกแคมเปญใหญ่เพื่อส่งเสริมการใช้ B10 โดยไม่มีการให้ส่วนลดเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีราคาต่ำกว่า B7 ในอัตรา 2 บาท/ลิตร โดยมีเป้าหมายการใช้ B10 เพิ่มเป็น 57 ล้านลิตร/วันในปลายไตรมาส 1/63 จากการใช้ที่ยังไม่มากนักในขณะนี้

อย่างไรก็ตามกระทรวงยังคงนโยบายสนับสนุนการใช้ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ต่อเนื่อง แต่ที่ไม่สามารถผลักดันการใช้ B20 ได้สำหรับรถยนต์ทั่วไป เนื่องจากมีข้อจำกัดของปริมาณรถที่เข้าสู่โครงการซึ่งมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับ B10 ที่มีปริมาณรถคิดเป็น 50% ของรถที่ใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด

ขณะเดียวกันก็เตรียมออกแคมเปญส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ในเดือนพ.ย. เพื่อส่งเสริมการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมในน้ำมันเบนซินมากขึ้น ก็จะช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ด้วยเช่นกัน และยังมีส่วนช่วยเกษตรกรจากการส่งเสริมให้เกิดการใช้พืชพลังงานเพิ่มมากขึ้น  พร้อมกันนี้ก็ศึกษาการลดประเภทน้ำมันกลุ่มเบนซินลงด้วย ซึ่งจะมีความชัดเจนในช่วงเดือนพ.ย.ด้วยเช่นกัน

รมว.พลังงาน กล่าวอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ (9 ต.ค.) จะจัดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการวางหลักเกณฑ์การจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน เบื้องต้นจะมีเอกชนที่ดำเนินการอยู่แล้ว และผู้สนใจที่จะเข้าร่วมดำเนินการ รวมถึงหน่วยงานกำกับของภาครัฐ และองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมด้วย

"พรุ่งนี้เราจะระดมสมองครั้งใหญ่ที่เรียกว่าหนึ่งชุมชน หนึ่งพลังงานทางเลือก คือโรงไฟฟ้าชุมชน เราจะเชิญ stakeholder ของวงการนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนที่มีประสบการณ์จริงในการทำโรงไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ทั้งไบโอแมส ไบโอแก๊ส ผู้เชี่ยวชาญด้านหญ้าเนเปียร์ ภาคประชาสังคมที่จะเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจฐานรากเพื่อนำแนวคิดรายละเอียดมาขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าชุมชนต่อไปโดยเร็ว และโครงการนี้ก็จะเป็นอีก 1 โครงการที่จะช่วยลด PM2.5 เพราะโครงการนี้จะเป็นการนำเอาซังข้าวโพด ฟางข้าวที่ชาวบ้านนำไปเผาเป็นหลัก เอามาเป็นวัตถุดิบในการผลิตโรงไฟฟ้าชุมชน มาตรการเหล่านี้คือมาตรการ 4 ด้านที่จะขับเคลื่อนและรณรงค์เพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ควบคู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงานที่มีอยู่แล้ว"นายสนธิรัตน์ กล่าว

สำหรับเบื้องต้นพบว่าประเทศไทยมีศักยภาพตั้งโรงไฟฟ้าชุมชนใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจ.ขอนแก่นด้วย ซึ่งมีทั้งในส่วนที่เป็นโรงไฟฟ้าเดิม และโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจจะนำไปสู่ข้อครหาหากมีการเลือกใช้โครงการเก่า แต่ทุกโครงการที่เข้าร่วมจะต้องมีภาคชุมชนเข้าไปร่วมถือหุ้น ส่วนจะเป็นการถือหุ้นในรูปแบบใดยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้ากรณีที่บมจ.ปตท.(PTT) จะนำบมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) หรือโออาร์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น เบื้องต้นโออาร์ได้ส่งแผนเข้ามา ก็ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมไปบ้างแล้ว และโออาร์อยู่ระหว่างดำเนินการตอบโจทย์เรื่องการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก และความเข้มแข็งที่จะเป็นผู้นำในต่างประเทศ ซึ่งยังมีเวลาดำเนินการก่อนจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

"กระบวนการเข้าตลาดของโออาร์มีความชัดเจน ซึ่งตอนนี้จะมีคลิป"ไทยเด็ด"ออกมา ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อแนะนำบทบาทของโออาร์ที่จะเป็นจุดสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในอนาคต สองจะต้องขยายธุรกิจโออาร์ในต่างประเทศ โดยเน้นการเติบโตในเรื่องต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ที่ขณะนี้ปตท.กำลังดำเนินการเรื่องนี้ในการขยายลงทุนที่กัมพูชา และอันที่สามยังต้องดำรงเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานเอาไว้ ซึ่งกรณีของคลิปก็เป็นการตอบสนองนโยบายของทิศทางโออาร์ โดยหลักการถือว่าถ้าโออาร์ดำเนินการตามข้อแนะนำทั้งสามด้าน ก็เข้าสู่กระบวนการได้ ซึ่งตอนนี้โออาร์กำลังดำเนินทั้งสามด้าน การจะเข้าตลาดหรือไม่การดำเนินการทั้งสามด้านต้องชัดเจน"

ส่วนกรณีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตลาดจร (spot) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั้น เบื้องต้นได้รับทราบว่ากฟผ.ได้เปิดประมูลแล้วเพื่อทดลองนำเข้า 2 ล็อต ล็อตละ 7 หมื่นตัน รวม 1.4 แสนตัน โดยมีผู้สนใจกว่า 40 ราย ซึ่งเมื่อเปิดประมูลแล้วเสร็จก็จะนำเสนอต่อคณะกรรมการกฟผ. ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการแต่งตั้งประธานกรรรมการกฟผ. ที่คาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นคณะกรรมการกฟผ.ก็จะพิจารณาเรื่องการนำเข้า LNG ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเข้าได้ภายในปีนี้




นโยบายการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเชลหมุนเร็ว บี10

source: https://www.ryt9.com/s/prg/3051467


กระทรวงพลังงานมีมาตรการในการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล (บี100) ในภาคพลังงานให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศให้มีความยั่งยืน โดยการกำหนดเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซล (บี100) ให้ได้ประมาณ 7.0 ล้านลิตร/วัน ซึ่งจะสามารถดูดซับ CPO ได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดของประเทศในปัจจุบัน (หรือประมาณ 2.2 ล้านตัน/ปี)

กรมธุรกิจพลังงาน จึงได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนนโยบาย โดยจะกำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานสำหรับรถดีเซลทั่วไป น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถเก่าและรถยุโรป และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่

โดยวันที่ 27 กันยายน 2562 กรมธุรกิจพลังงานได้เชิญผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่ผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซล และผู้ผลิตไบโอดีเซล (บี100) มาหารือเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน ในการผลักดันนโยบายการปรับน้ำมันดีเซล บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐาน โดยทั้งผู้ค้าน้ำมันและผู้ผลิต (บี100) ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและระยะเวลาในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ดังนี้

- วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ขอความร่วมผู้มือค้าน้ำมันให้เพิ่มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 ในสถานีบริการ
- วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพไบโอดีเซล (บี100) เหลือชนิดเดียว
- วันที่ 1 มกราคม 2563 ทุกคลังของผู้ค้าน้ำมันมีการผลิต บี10
- วันที่ 1 มีนาคม 2563 น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีจำหน่ายในสถานีบริการทุกสถานี






Tuesday, October 1, 2019

จัดโมเดล "โรงไฟฟ้าชุมชน" !

โมเดล "โรงไฟฟ้าชุมชน"  (ไม่) ยั่งยืน

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน กำลังถูกผลักดันให้เป็นรูปธรรมทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ชุมชน โครงการนี้ มีแนวทางอย่างไร และต้องดำเนินการอย่างไรให้ชุมชนพึ่งตัวเองได้ !!


Thursday, September 26, 2019

ชวพม.สรุปโมเดลโรงไฟฟ้าชุมชน ชุมชนมีรายได้เพิ่ม แต่ผู้ใช้ไฟต้องยอมรับค่าไฟแพงขึ้น

source : http://www.energynewscenter.com/6827-2/


ชมรมวิทยาการพลังงานรุ่นใหม่(ชวพม.)  ระดมความเห็นเอกชน ตัวแทนวิสาหกิจชุมชน เกี่ยวกับโมเดลโรงไฟฟ้าชุมชน ที่ชุมชนจะได้ประโยชน์ เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เผยมีศักยภาพสายส่งเพียงพอรองรับโรงไฟฟ้าชุมชน ขนาดต่างๆ ได้กว่า 4,000 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ แต่ศักยภาพของเชื้อเพลิงชีวมวลและชีวภาพอาจมีผลิตไฟฟ้าได้ไม่เกิน 800 เมกะวัตต์  แนะรัฐมนตรี 3 กระทรวง ทั้งพลังงาน เกษตร มหาดไทย จับมือผลักดันโครงการให้เป็นรูปธรรม โดยรัฐอุดหนุนค่าไฟฟ้าในรูป Feed in Tariff – FiT ตั้งแต่ 5.22-5.84 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ กฟผ.ห่วงผลกระทบค่าไฟฟ้า ประชาชนต้องรับได้  ส่วนผู้แทนวิสาหกิจชุมชนเสนอโมเดลโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดจิ๋ว 50 กิโลวัตต์ในพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือปลายสายส่ง ชุมชนมีขีดความสามารถทำเองได้และควรเป็นเจ้าของทั้ง 100% โดยยืมเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หรือกองทุนพัฒนาไฟฟ้า 3-6ล้านบาท จ่ายคืนภายใน6ปี
วันที่ 17 ก.ย. 2562 ชมรมวิทยาการพลังงานรุ่นใหม่(ชวพม.)  ได้จัดงาน “ชวพม.ชวนคุย ครั้งที่1 ตอน “โรงไฟฟ้าชุมชนประชาชนได้อะไร” เพื่อรวบรวมความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบโรงไฟฟ้าชุมชนที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ เพื่อสรุปและนำเสนอ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณาดำเนินการต่อไป โดยประเด็นเรื่องโรงไฟฟ้าชุมชน ทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 11 ก.ย.2562 ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว โดยอยู่ในระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์รายละเอียดเพื่อนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติ โดยมีผู้ร่วมบรรบาย ประกอบด้วย นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA),นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.),นายอาทิตย์ เวชกิจ อดีตนายกสมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย,นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP)ชีวมวล,นายพรอรัญ สุวรรณพลาย รองประธาน Thai Biogas trade Association,นายรังสฤษฏ์ คุณชัยมัง ประธานมูลนิธิวิสาหกิจพลังงานชุมชน,ผศ.ดร พิสิษฏ์ มณีโชติ รองผู้อำนวยการศูนย์แห่งความเป็นเลิศสมาร์ทซิตี้แห่งเอเชียแปซิฟิก และนายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด(มหาชน)  ซึ่งงานสัมมนาดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เกี่ยวข้องอย่างคับคั่งเกินกว่า 400 คน

นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) กล่าวว่า รูปแบบโรงไฟฟ้าชุมชนที่ PEA จัดทำไว้ เป็นรูปแบบการลงทุนที่คล้ายกับบริษัท ไฟฟ้าประชารัฐ จำกัด ซึ่งหน่วยงานรัฐถือหุ้น 40% และบริษัท ชุมชนประชารัฐ ถือหุ้น 60% (บริษัท ชุมชนประชารัฐ แบ่งการถือหุ้น ให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชน 24% และเอกชน 36%) ทั้งนี้อาจให้บริษัทในรัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัท  พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ PEA เข้าไปร่วมลงทุนในวิสาหกิจชุมชนได้ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวจะทำให้สร้างความยั่งยืนให้โรงไฟฟ้าในระยะยาว
ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลศักยภาพสายส่งของ PEA พบว่ายังมีขีดความสามารถรองรับปริมาณไฟฟ้าได้ อีกประมาณ 4,000เมกะวัตต์ โดยไม่ต้องลงทุนใหม่ โดยหากโรงไฟฟ้าชุมชนประเภทชีวมวลและชีวภาพ  มีขนาดกำลังการผลิต 2-3เมกะวัตต์ ก็จะรองรับได้กว่า 1,500แห่ง  อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของเชื้อเพลิงชีวมวลและชีวภาพทั้งประเทศ ประเมินว่า น่าจะเพียงพอที่จะป้อนโรงไฟฟ้าได้ไม่เกิน 800 เมกะวัตต์ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมโรงไฟฟ้าชุมชน จำเป็นจะต้องได้รับเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าตามต้นทุนที่เป็นจริงหรือในรูปของ Feed in Tariff ระยะยาว ในอัตรา 5.22-5.84 บาทต่อหน่วย เพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งจะกระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนค่าเอฟที ที่จัดเก็บกับประชาชน 7-8สตางค์ต่อหน่วย  แต่ประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ หากเป็นโรงไฟฟ้าขนาด1เมกะวัตต์ รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 1-1.6แสนบาทต่อครัวเรือนต่อปี
ด้านนายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า หากค่าไฟฟ้าโรงไฟฟ้าชุมชนอยู่ระดับ 5 บาทต่อหน่วย จะสูงกว่าโรงไฟฟ้าฐาน เช่น ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่อยู่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย หรือมีส่วนต่างกันถึง 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากโรงไฟฟ้าชุมชนผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ 1,000 เมกะวัตต์ และเป็นแบบไฟฟ้าที่มีความสม่ำเสมอ ตามสัญญา(Firm)จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นประมาณ 20 สตางค์ต่อหน่วย  ซึ่งก็ต้องถามประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าดูว่าจะยอมรับค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นนี้ได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของโรงไฟฟ้าชุมชน หากสามารถตอบโจทย์ภาพรวมได้ตามที่ทางองค์การสหประชาชาติ(UN) มองว่าจะเป็นวิกฤตในอนาคต คือ 1. น้ำ  2. อาหาร และ3. พลังงาน ก็ถือว่ามีความคุ้มค่าที่จะดำเนินการ
นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานชมรมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP)ชีวมวล กล่าวว่า การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนจะต้องมีกฏหมายรองรับ โดยรูปแบบลงทุนควรแบ่งเป็นชุมชน 30% เอกชน  70% และเชื้อเพลิงต้องไม่ใช้พืชเกษตรที่ได้จากการแปรรูปแล้วเช่น แกลบจากโรงสีข้าว กากอ้อยจากโรงงานน้ำตาล แต่ต้องเน้นใช้จากเศษวัสดุทางการเกษตรที่ไม่เป็นเชิงพาณิชย์มาก่อนเช่น ซังข้าวโพด ใบอ้อย ฟางข้าว ฯลฯ โดยเงินลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 3 เมกะวัตต์ คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 280 ล้านบาท ซึ่งราคารับซื้อไฟควรเป็นในรูปFiTประมาณ 4.24 บาทต่อหน่วย  และอยากให้รัฐทำเป็นโครงการนำร่อง ที่มีการยกเว้นกฏระเบียบ บางข้อ แบบเดียวกับโครงการ sandbox ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)
นายรังสฤษฏ์ คุณชัยมัง ประธานมูลนิธิวิสาหกิจพลังงานชุมชน กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชุมชน ที่เหมาะสมและควรทำก่อนคือพื้นที่ห่างไกลสายส่งไฟฟ้า และไม่มีไฟฟ้าใช้ เช่น บนเกาะ พื้นที่ชุมชนชายขอบ ที่มีอยู่กว่า50,000ครัวเรือน และควรสร้างเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก ไม่เกิน50กิโลวัตต์ ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 3-6 ล้านบาท โดยชุมชนสามารถที่จะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าได้เองทั้งหมด 100% ด้วยการยืมเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า หรือกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาดำเนินการก่อน และเมื่อขายไฟฟ้าได้ค่อยทยอยชำระคืน ภายในระยะเวลา 6 ปี  สำหรับค่าไฟฟ้าFIT4.24 บาทต่อหน่วย และบวกเพิ่มให้อีก 1 บาท รวมเป็น 5.24 บาทต่อหน่วย เพราะเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนค่าขนส่งสูงกว่าพื้นที่ปกติ
นายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า นโยบายโรงไฟฟ้าชุมชน โดยใช้หญ้าเนเปียร์ เป็นเชื้อเพลิง ที่บริษัทได้ดำเนินการในเชียงใหม่ และขอนแก่น ถูกพิสูจน์แล้วว่า ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน  แต่รัฐต้องยอมรับว่าจะต้องมีราคารับซื้อไฟฟ้าที่สูงขึ้นเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุน  เพราะหากรัฐต้องการไฟฟ้าราคาต่ำ ก็ควรไปเน้นลงทุนโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซหรือถ่านหิน แต่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าชุมชน