Monday, October 14, 2019

ปตท.ผนึกสถาบันวิทยสิริเมธีเล็งผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า

source : https://www.ryt9.com/s/nnd/3051083

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2562 00:00:41 น.

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. โดย สถาบันวิทยสิริเมธี ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กำลังศึกษาระบบ กักเก็บพลังงาน คาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนภายใน 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม เป้าหมายในอนาคตตามนโยบายรัฐ โดยเฉพาะรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากเห็นถึงโอกาสในการเป็นผู้นำพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานที่ยังมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นในระยะข้างหน้า แต่ปัจจุบันยังไม่มีผู้ผลิตพัฒนามากนัก

ทั้งนี้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้เวลาศึกษาอย่างน้อย 3-5 ปี จึงจะเห็นทิศทางที่ชัดเจน ว่าภาครัฐจะส่งเสริมอย่างไร เทคโนโลยีกับต้นทุนรถยนต์เป็นอย่างไร สมรรถนะ ความปลอดภัย สะดวกสบาย ประสิทธิภาพแบตเตอรี่เป็นอย่างไร และการชาร์จใช้ได้นาน แค่ไหน

"หากจะมีการนำเข้าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ก็ไม่ต่างอะไรกับการนำเข้าน้ำมัน เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาให้ครบถ้วนรอบด้าน รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้ใช้ สภาพการจราจร ปริมาณไฟฟ้า ซึ่งเชื่อว่าภาครัฐมีแผนอยู่แล้ว แต่จะเริ่มดำเนินการเมื่อไหร่และอย่างไรจึงจะเหมาะสม และให้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ"นายชาญศิลป์กล่าว

ส่วน แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้เวลาพัฒนาอาจเห็นการขยายตัวในอีก 15-20 ปีข้างหน้า เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันไม่ได้อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจโลกไม่ได้เติบโตรวดเร็ว และจากการศึกษารูปแบบอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในต่างประเทศพบว่าจะพัฒนาไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดที่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าก่อนจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่เต็มรูปแบบ ดังนั้นปตท.ก็ยังคงให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) เป็นหลัก ควบคู่กับติดตั้งระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมบางปั๊มในพื้นที่นำร่องเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ทั้งนี้ ปตท.ยังร่วมกับ WM Motors ผู้ผลิตรถไฟฟ้ายี่ห้อ Weltmeister ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพของประเทศจีน ศึกษาวิจัยและออกแบบระบบเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้านำร่องใช้ในองค์กรก่อน เป็นการต่อยอดธุรกิจด้านแบตเตอรี่และผลิตภัณฑ์พลาสติกของกลุ่ม ปตท. เป็นต้นแบบทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านพลังงานในอนาคต

Saturday, October 12, 2019

รายงานผลการประชุม กบง. 30 สิงหาคม 2562

source : http://www.eppo.go.th/index.php/th/component/k2/item/15103-news-300862



30 สิงหาคม 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานฯ ได้พิจารณาเรื่องสำคัญ ดังนี้


 •การนำเข้า LNG 1.5 ล้านตัน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
      ที่ประชุม กบง. ได้รับทราบข้อเสนอของ กฟผ. และ ปตท. ที่จะร่วมกันบริหารจัดการไม่ให้เกิดภาระ Take or Pay ภายใต้การกำกับของ กกพ. แทนการลงนาม MOU รับทราบความก้าวหน้าของการเจรจาสัญญา Global DCQ ที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 และเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการการนำเข้า LNG ของ กฟผ. เพื่อไม่ให้เกิดภาระ Take or Pay ที่ กฟผ. และ ปตท.ที่ประชุม กบง. จึงมีมติให้ กฟผ. จัดซื้อ LNG แบบ Spot สำหรับการทดลองระบบการแข่งขัน ตามที่ กพช. ได้มีมติไว้เมื่อ 31 ก.ค. 60 และให้นำประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงสร้างราคาก๊าซฯ หลักเกณฑ์การสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ต่อ กพช. พิจารณา สำหรับการไปเจรจาสัญญากับ Petronas มอบหมาย ให้ กฟผ. ไปเจรจา และการบริหารจัดการเรื่องสัญญาการใช้ LNG Terminal และท่อส่งก๊าซ มอบหมาย ให้ กกพ. ปตท. กฟผ. ไปดำเนินการและให้นำเสนอ กบง. ต่อไป
      ทั้งนี้ กบง. ได้พิจารณาจากสถานการณ์ LNG ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป โดยราคา LNG Spot ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4 USD/MMBTU ซึ่งเป็นสัญญาณว่าในช่วง 2 – 3 ปีข้างหน้า แนวโน้ม LNG จะมีราคาลดลง ซึ่งการจัดหา LNG ในประเทศไม่ได้ลดลง ปริมาณความต้องการใช้ LNG ก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นตามที่ได้ประมาณการไว้ ดังนั้น ความจำเป็นในการนำเข้า LNG มีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งสำคัญคือการนำเข้า LNG ของ กฟผ. ไม่ควรส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าและต้องไม่ให้เกิดภาระ Take or Pay อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนการแบ่งราคา LNG เป็น 2 Pool และข้อจำกัดของกฎหมายในกรณีที่ กฟผ. จะนำ LNG ไปจำหน่ายในตลาดอื่นก่อนดำเนินการต่างๆ ซึ่งจากการพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องแล้ว กบง. จึงมีมติเห็นชอบข้างต้น แต่ทั้งนี้ยังคงคำนึงถึงแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ เพื่อรักษาผลประโยชน์และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนในภาพรวม
      อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ ราคา CPO เริ่มมีแนวโน้มลดลง จาก 21.87 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงต้นเดือน ก.ค. 62 มาอยู่ที่ 16.75 บาทต่อกิโลกรัม ในวันที่ 26 ก.ค. 62 กบง. จึงมีมติขยายเวลาการให้ส่วนต่างราคาบี20 ออกไปอีก 2 เดือนดังกล่าว

•แนวนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก
      ที่ประชุม กบง. ได้รับทราบ ตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีแนวนโยบายการพัฒนาด้านพลังงานสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและทิศทางพลังงานโลก ที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable) ให้พลังงานมีต้นทุนราคาเป็นธรรม และประชาชนสามารถเข้าถึงได้ (Affordable) ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างกลไกให้ชุมชนมีส่วนร่วมด้านพลังงาน และสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระดับฐานรากของประเทศ (Energy For All) โดยมีแนวนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานรากในด้านพลังงานไฟฟ้าด้วยการส่งเสริมให้มีโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งมีกรอบนโยบาย คือ
      พื้นที่เป้าหมาย: พื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนทั่วประเทศที่สามารถส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าชุมชน และสอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่นั้นๆ
      โครงสร้างพื้นฐาน: มีระบบส่งและระบบจำหน่ายที่สามารถรองรับไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าชุมชนได้
      งบประมาณสนับสนุน: เปิดให้มีการใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในการสนับสนุนการลงทุนหรืออุดหนุนการดำเนินกิจการของโรงไฟฟ้าชุมชน
      แนวทางการจัดตั้ง: ให้ชุมชนมีส่วนร่วมลงทุนโรงไฟฟ้ากับภาครัฐและ/หรือเอกชนเพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชนตามเป้าหมายแผน AEDP และสอดคล้อง กับแผน PDP2018 ตามศักยภาพพื้นที่ อาทิ พืชพลังงาน พลังงานแสงอาทิตย์ สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ ราคารับซื้อกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าน้อยที่สุด มีผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ส่วนลดค่าไฟฟ้า ส่วนแบ่งผลกำไรจากการดำเนินงาน รายได้จากการขายเชื้อเพลิงจากวัสดุทางการเกษตร
      โดยคาดว่า โรงไฟฟ้าชุมชนมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกินปี 2565 ก่อให้เกิดการเสริมสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบาย “Energy For All” และให้นำเสนอต่อ กพช. ต่อไป

•แนวทางการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 ทดแทนน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา (บี7)
      ที่ประชุม กบง. ได้เห็นชอบขยายส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลฯ บี10 ให้ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลฯ (บี7) ที่ 2 บาทต่อลิตร และลดส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลฯ บี20 ให้ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลฯ (บี7) ที่ 3 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 และเห็นชอบตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ให้บังคับใช้น้ำมันดีเซลฯ บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฯ เกรดพื้นฐาน โดยให้น้ำมันดีเซลฯ (บี7) และน้ำมันดีเซลฯ บี20 เป็นทางเลือก ผลจากการใช้กองทุนฯ ในนโยบายการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลฯ บี 10 ทำให้อัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ น้ำมันดีเซลฯ (บี7) จากปัจจุบัน 0.50 บาทต่อลิตร เป็น 1.25 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลฯ บี 10 จากปัจจุบัน -0.35 บาทต่อลิตร เป็น -0.60 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 จากปัจจุบัน -4.20 บาทต่อลิตร เป็น -1.45 บาทต่อลิตร โดยการใช้กลไกด้านราคานี้จะเพื่อช่วยดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ สร้างความมั่นคงทางพลังงานที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบในประเทศ รักษาเสถียรภาพระดับราคา CPO ของประเทศ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และลดปัญหามลภาวะทางอากาศ และจะนำเสนอต่อ กพช. ต่อไป
      ทั้งนี้ ความพร้อมของการใช้น้ำมันดีเซลฯ บี 10 คาดว่าสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือในปัจจุบัน และผลผลิตปาล์มที่คาดการณ์ จะสามารถรองรับการใช้ CPO ตามเป้าหมาย ที่คาดว่าเดือน ธ.ค. 2562 จะมีการใช้ไบโอดีเซล บี100 ที่ระดับ 6.2 ล้านลิตรต่อวัน (เทียบเท่าการใช้ CPO 167,360 ตันต่อเดือน) มีผู้ผลิตไบโอดีเซล บี100 จำนวน 9 ราย ใช้ผสมเพื่อผลิตเป็นน้ำมันดีเซล บี 10 ได้ หรือ 6,892,242 ลิตรต่อวัน และมีค่ายรถยนต์รับรองว่าใช้น้ำมันดีเซลฯ บี10 ได้ประมาณ 5.2 ล้านคัน จากจำนวน 10.4 ล้านคัน หรือร้อยละ 50 ของรถยนต์ดีเซลทั้งหมด ในส่วนผู้ค้าน้ำมันที่ผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซลฯ บี10 มีความพร้อม และสนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐ สำหรับ ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เดือน ส.ค. 62 กองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องสุทธิกลุ่มน้ำมัน 1,400 ล้านบาทต่อเดือน แยกเป็นกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล 1,320 ล้านบาทต่อเดือน กลุ่มดีเซล 69 ล้านบาทต่อเดือน ฐานะกองทุนน้ำมันรวม ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2562 อยู่ที่ 38,210 ล้านบาท

 •กรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้พระราชบัญญัติ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562
      กบง. ได้มีมติเห็นชอบ กรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้การดำเนินงานเกี่ยวกับการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) (สบพน.) เป็น “สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” และเพื่อให้การรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ให้ความเหมาะสมและต่อเนื่อง โดยให้นำเสนอ กพช. เพื่อพิจารณา ต่อไป

รายงานผลการประชุม คณะกรรมการ กพช. วันพุธที่ 11 กันยายน 2562

source : http://www.eppo.go.th/index.php/th/eppo-intranet/item/15134-news-110962

กพช. เดินหน้าพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานรากหนุนโรงไฟฟ้าชุมชน เข้าระบบไม่เกินปี 65
เร่งสร้างเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มโดยยกระดับ B10 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ต้นปี 2563



(11 ก.ย.62) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้พิจารณาวาระสำคัญ โดยเห็นชอบนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โรงไฟฟ้าชุมชน) ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 62 ที่จะช่วยให้ชุมชนมีรายได้จากการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าฯ และลดภาระค่าใช้จ่าย มีรายได้จากการจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน สามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ สร้างมูลค่าเพิ่มในการประกอบอาชีพของชุมชน เช่น ห้องเย็น เครื่องจักรแปรรูปการเกษตร เป็นต้น

  โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนทั่วประเทศ และมีระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้ารองรับไฟฟ้าที่จะผลิตจากชุมชน โดยแนวทางการจัดตั้ง ให้ภาคไฟฟ้ารัฐและ/หรือเอกชนและ/หรือชุมชน ร่วมจัดตั้ง หากพื้นที่ไม่มีศักยภาพจากพืชพลังงานจะส่งเสริมการผลิตจากแสงอาทิตย์ด้วย ขนาดกำลังผลิตที่สอดคล้องความต้องการใช้ในพื้นที่ ทั้งนี้ ราคารับซื้อต้องกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าน้อยที่สุด และมีการกำหนดผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ส่วนลดค่าไฟฟ้า ส่วนแบ่งผลกำไรจากการดำเนินงาน หรือรายได้จากการขายเชื้อเพลิงจากวัสดุทางการเกษตร โดยอาจมีงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
          ทั้งนี้ กพช. มอบให้ กบง. พิจารณารายละเอียดโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนตามกรอบนโยบาย เช่น เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า พื้นที่ที่ไม่มีข้อจำกัดทางด้านระบบส่งและระบบจำหน่าย และแก้ไขหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเปิดรับข้อเสนอโรงไฟฟ้าชุมชน โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกิน ปี 2565 และนำเสนอ กพช. เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป

 ที่ประชุม กพช. เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล เพื่อให้การส่งเสริมการใช้ ไบโอดีเซลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ของประเทศ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง รวมถึงช่วยลดมลภาวะทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จึงเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล โดยเริ่มขยายส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 ให้ต่ำกว่า B7 ที่ 2 บาทต่อลิตร และลดส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมัน B20 ให้ต่ำกว่าน้ำมัน B7 ที่ 3 บาทต่อลิตร โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

 พร้อมกันนี้ยังเห็นชอบการบังคับใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเกรดพื้นฐาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 โดยให้น้ำมัน B7 และ B20 เป็นทางเลือก โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์บริหารจัดการผลผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อใช้บริโภค และให้กระทรวงพลังงานบริหารจัดการการใช้ไบโอดีเซล เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ติดตามปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล และประกาศคุณภาพไบโอดีเซลเป็นชนิดเดียว ที่สามารถนำมาผลิตน้ำมันดีเซลได้ทุกเกรด ภายในวันที่ 1 มกราคม 2563
          คาดว่าเดือนธันวาคม 2562 จะมีปริมาณการใช้ไบโอดีเซล(B100) ที่ระดับ 6.2 ล้านลิตรต่อวัน ช่วยดูดซับการใช้ CPO 167,360 ตันต่อเดือน ซึ่งปริมาณ CPO คงเหลือในปัจจุบันและผลผลิตตามที่คาดการณ์ไว้จะรองรับการผลิต B100 ได้เพียงพอ โดยมีผู้ผลิต B100 สำหรับใช้ผสมเพื่อผลิตเป็น B10 ได้ 9 ราย กำลังการผลิตรวมประมาณ 6.9 ล้านลิตรต่อวัน ปัจจุบันมีจำนวนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลประมาณ 10 ล้านคัน เป็นรถยนต์ที่ค่ายรถยนต์รับรองว่าใช้ B10 ได้ประมาณ 5.2 ล้านคัน หรือครึ่งหนึ่งของรถดีเซลทั้งหมด โดยผู้ค้าน้ำมันที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมัน B10 มีความพร้อมและสนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบกรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กพช. ได้มีมติเห็นชอบ กรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้การดำเนินงานเกี่ยวกับการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) เป็น “สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดชะงักเพื่อให้การรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และมอบหมายให้สำนักงานกองทุนฯ เร่งจัดทำแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสนอ กพช. ให้ความเห็นชอบ รวมทั้งเร่งดำเนินการออกประกาศหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 และเพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนฯ บรรลุตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และเห็นชอบ (ร่าง) คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ../2562 เรื่อง กำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้นำเสนอนายกรัฐมนตรี ต่อไป

ผุดโรงไฟฟ้าชุมชน250แห่ง

source :  https://www.ryt9.com/s/tpd/3052776



"สนธิรัตน์" ลั่นโรงไฟฟ้าชุมชนเกิดแน่ 250 แห่ง หน่วยงานร่วมเสนอให้ชุมชนถือหุ้น 10-30% ปันผลเงินคืน 25 สตางค์/หน่วย โดย พพ.ดูรายละเอียด 1 เดือนสรุป

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับหน่วยงานภายใต้กระทรวงพลังงาน ภาคเอกชน ชุมชน และผู้ประกอบการถึงแนว ทางการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐาน ราก ว่าตั้งเป้าจะเห็นการเกิดโรงไฟฟ้าชุมชนในระยะแรกที่ 250 แห่ง แต่ไม่ได้กำหนดเมกะ วัตต์ เนื่องจากต้องอยู่ที่ความพร้อมของพื้นที่และเชื้อเพลิง โดยกำหนดว่าจะต้องมาจากวัสดุ เหลือใช้ของภาคเกษตร หรือพืชที่ปลูกขึ้นมาเฉพาะอย่างเช่นหญ้าเนเปียร์และไผ่ ขณะที่ด้านพลังงานแสงอาทิตย์เองก็ยังไม่ได้ปิดกั้น หากบางพื้นที่ไม่สามารถใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นได้ ก็จะให้ใช้เป็นโซลาร์

ทั้งนี้ จากการระดมความคิดเห็นแบ่งเป็น 3 หัวข้อหลักนอกจากการใช้เชื้อเพลิงแล้วยังมีประเด็นด้านความร่วมมือด้วยโดยรับฟังความคิดเห็นชุมชน ประชาสังคม เอกชนและภาครัฐ ซึ่งกำหนดโควตาไว้เบื้องต้น ว่าชุมชนจะสามารถเข้ามามีส่วน ร่วมหรือถือหุ้นอยู่ที่ 10-30% แล้ว แต่ศักยภาพ และอีกหนึ่งหัวข้อคือการสร้างรายได้ชุมชน ซึ่งจะเป็นไปตามสัดส่วนการถือหุ้น และเน้นย้ำที่การสร้างความเข้ม แข็งให้ชุมชนและพัฒนาเศรษฐ กิจฐานราก รวมถึงไม่ให้กระทบค่าไฟฟ้าส่วนรวม โดยกำหนดไว้เป็นโมเดลที่ 25 สตางค์ต่อหน่วย

"เบื้องต้นเราได้กำหนดโมเดลการพัฒนาโรงไฟฟ้าชุมชน ไว้ 7 แบบ เพื่อที่จะใช้กำหนดตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยเชื้อเพลิงที่แตกต่างกันก็ให้โมเดลที่ต่างกันด้วย ซึ่งหลังจากนี้จะให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เพื่อเป็นแม่งานในการดำเนินงาน ซึ่งภายใน 1 เดือนนับจากนี้จะเห็นรูปแบบและแผนดำเนินการ โดยเบื้องต้นจะดึงโรงไฟฟ้าเก่าที่มีการสร้างแล้วแต่ยังไม่ได้ขายไฟเข้ามาเป็นโรงไฟฟ้าชุมชนระยะเร่งด่วนก่อน จำนวน 10-20 แห่ง โดยพิจารณาจากสายส่งที่มีความพร้อม" นายสนธิรัตน์กล่าว

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังคณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนาย กิติกร โล่ห์สุนทร ประธานคณะกรรมาธิการฯ เข้าพบนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เพื่อรับทราบนโยบายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ว่าทางคณะกรรมาธิการฯ ไม่เห็นด้วยกับการนำน้ำมันปาล์ม ดิบ (ซีพีโอ) ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง แต่หากจะช่วยแก้ปัญหาผลผลิตปาล์มดิบล้นตลาดที่ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ อยากเสนอให้ กฟผ.รับซื้อเป็นล็อตๆ ครั้งละไม่มาก แต่รับซื้อระยะยาว

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีข้อเสนอให้ทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพี 2018) โดยปรับเพิ่มสัดส่วนการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เนื่องจากคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าปัจจุบันมีการกำหนดสัด ส่วนการส่งเสริมใช้ในประเทศน้อยและการผลักดันมีความล่า ช้าเกินไป.

รมว.พลังงาน เตรียมออกแพ็คเกจหนุนใช้รถ EV-แบตเตอรี่ภายในสิ้นปีนี้

source : https://www.ryt9.com/si/iq03/3052127



นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เปิเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการเตรียมแผนส่งเสริมเพื่อให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยจะมีความชัดเจนในปลายปี 62

มาตรการส่งเสริมจะให้มีความครอบคลุม โดยเฉพาะในส่วนของแบตเตอรี่ ที่เป็นหัวใจหลักของรถยนต์อีวี เพื่อให้นำไปสู่การเป็นฐานผลิตแบตเตอรี่ของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการส่งเสริมทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า หัวชาร์จไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า การใช้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น คาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในช่วง 5 ปีข้างหน้านับจากปี 63

"การส่งเสริมที่มียุทธศาสตร์ที่ถูกต้องถึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอีวีของประเทศไทยไปได้ เราจะออกมาตรการต่าง ๆ ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ภายในสิ่นปีนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งสิ้นปีนี้จะมีมาตรการส่งเสริมที่ชัดเจนออกมาว่าจะส่งเสริมอะไร อย่างไร เราเห็นโครงแล้วว่าจะไปทางไหน ทิศทางอย่างไร เรากำลังร่วมกันศึกษาทั้งค่ายรถยนต์ ผู้รู้ในการเปลี่ยนผ่าน การส่งสัญญาณกระทรวงพลังงานมีความสำคัญเพราะจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่ถูกต้องของประเทศไทย มีความรอบคอบนำไปสู่ฐานการผลิตแบตเตอรี่ของอาเซียน เพราะหัวใจของการเปลี่ยนผ่านอีวีนั้นคือแบตเตอรี่ที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป"นายสนธิรัตน์ กล่าว

รมว.พลังงาน กล่าวว่า การส่งเสริมและการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า จะกระทบต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว (PDP) ของประเทศด้วยเพราะมีความเชื่อมโยงกัน การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ จึงต้องให้เกิดการรอบคอบ

สำหรับการส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในแนวทางที่กระทรวงพลังงานจะนำมาเพื่อใช้รองรับการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 นอกเหนือจากการส่งเสริมให้เกิดการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล (B100) ในสัดส่วน 10% หรือ B10 ซึ่งจะกลายเป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานตั้งแต่ต้นปี 63 ทดแทน B7 ในปัจจุบัน ซึ่งในเดือนต.ค.นี้จะออกแคมเปญใหญ่เพื่อส่งเสริมการใช้ B10 โดยไม่มีการให้ส่วนลดเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีราคาต่ำกว่า B7 ในอัตรา 2 บาท/ลิตร โดยมีเป้าหมายการใช้ B10 เพิ่มเป็น 57 ล้านลิตร/วันในปลายไตรมาส 1/63 จากการใช้ที่ยังไม่มากนักในขณะนี้

อย่างไรก็ตามกระทรวงยังคงนโยบายสนับสนุนการใช้ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ต่อเนื่อง แต่ที่ไม่สามารถผลักดันการใช้ B20 ได้สำหรับรถยนต์ทั่วไป เนื่องจากมีข้อจำกัดของปริมาณรถที่เข้าสู่โครงการซึ่งมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับ B10 ที่มีปริมาณรถคิดเป็น 50% ของรถที่ใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด

ขณะเดียวกันก็เตรียมออกแคมเปญส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ในเดือนพ.ย. เพื่อส่งเสริมการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมในน้ำมันเบนซินมากขึ้น ก็จะช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ด้วยเช่นกัน และยังมีส่วนช่วยเกษตรกรจากการส่งเสริมให้เกิดการใช้พืชพลังงานเพิ่มมากขึ้น  พร้อมกันนี้ก็ศึกษาการลดประเภทน้ำมันกลุ่มเบนซินลงด้วย ซึ่งจะมีความชัดเจนในช่วงเดือนพ.ย.ด้วยเช่นกัน

รมว.พลังงาน กล่าวอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ (9 ต.ค.) จะจัดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการวางหลักเกณฑ์การจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน เบื้องต้นจะมีเอกชนที่ดำเนินการอยู่แล้ว และผู้สนใจที่จะเข้าร่วมดำเนินการ รวมถึงหน่วยงานกำกับของภาครัฐ และองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมด้วย

"พรุ่งนี้เราจะระดมสมองครั้งใหญ่ที่เรียกว่าหนึ่งชุมชน หนึ่งพลังงานทางเลือก คือโรงไฟฟ้าชุมชน เราจะเชิญ stakeholder ของวงการนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนที่มีประสบการณ์จริงในการทำโรงไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ทั้งไบโอแมส ไบโอแก๊ส ผู้เชี่ยวชาญด้านหญ้าเนเปียร์ ภาคประชาสังคมที่จะเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจฐานรากเพื่อนำแนวคิดรายละเอียดมาขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าชุมชนต่อไปโดยเร็ว และโครงการนี้ก็จะเป็นอีก 1 โครงการที่จะช่วยลด PM2.5 เพราะโครงการนี้จะเป็นการนำเอาซังข้าวโพด ฟางข้าวที่ชาวบ้านนำไปเผาเป็นหลัก เอามาเป็นวัตถุดิบในการผลิตโรงไฟฟ้าชุมชน มาตรการเหล่านี้คือมาตรการ 4 ด้านที่จะขับเคลื่อนและรณรงค์เพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ควบคู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงานที่มีอยู่แล้ว"นายสนธิรัตน์ กล่าว

สำหรับเบื้องต้นพบว่าประเทศไทยมีศักยภาพตั้งโรงไฟฟ้าชุมชนใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจ.ขอนแก่นด้วย ซึ่งมีทั้งในส่วนที่เป็นโรงไฟฟ้าเดิม และโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจจะนำไปสู่ข้อครหาหากมีการเลือกใช้โครงการเก่า แต่ทุกโครงการที่เข้าร่วมจะต้องมีภาคชุมชนเข้าไปร่วมถือหุ้น ส่วนจะเป็นการถือหุ้นในรูปแบบใดยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้ากรณีที่บมจ.ปตท.(PTT) จะนำบมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) หรือโออาร์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น เบื้องต้นโออาร์ได้ส่งแผนเข้ามา ก็ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมไปบ้างแล้ว และโออาร์อยู่ระหว่างดำเนินการตอบโจทย์เรื่องการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก และความเข้มแข็งที่จะเป็นผู้นำในต่างประเทศ ซึ่งยังมีเวลาดำเนินการก่อนจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

"กระบวนการเข้าตลาดของโออาร์มีความชัดเจน ซึ่งตอนนี้จะมีคลิป"ไทยเด็ด"ออกมา ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อแนะนำบทบาทของโออาร์ที่จะเป็นจุดสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในอนาคต สองจะต้องขยายธุรกิจโออาร์ในต่างประเทศ โดยเน้นการเติบโตในเรื่องต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ที่ขณะนี้ปตท.กำลังดำเนินการเรื่องนี้ในการขยายลงทุนที่กัมพูชา และอันที่สามยังต้องดำรงเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานเอาไว้ ซึ่งกรณีของคลิปก็เป็นการตอบสนองนโยบายของทิศทางโออาร์ โดยหลักการถือว่าถ้าโออาร์ดำเนินการตามข้อแนะนำทั้งสามด้าน ก็เข้าสู่กระบวนการได้ ซึ่งตอนนี้โออาร์กำลังดำเนินทั้งสามด้าน การจะเข้าตลาดหรือไม่การดำเนินการทั้งสามด้านต้องชัดเจน"

ส่วนกรณีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตลาดจร (spot) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั้น เบื้องต้นได้รับทราบว่ากฟผ.ได้เปิดประมูลแล้วเพื่อทดลองนำเข้า 2 ล็อต ล็อตละ 7 หมื่นตัน รวม 1.4 แสนตัน โดยมีผู้สนใจกว่า 40 ราย ซึ่งเมื่อเปิดประมูลแล้วเสร็จก็จะนำเสนอต่อคณะกรรมการกฟผ. ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการแต่งตั้งประธานกรรรมการกฟผ. ที่คาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นคณะกรรมการกฟผ.ก็จะพิจารณาเรื่องการนำเข้า LNG ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเข้าได้ภายในปีนี้




นโยบายการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเชลหมุนเร็ว บี10

source: https://www.ryt9.com/s/prg/3051467


กระทรวงพลังงานมีมาตรการในการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล (บี100) ในภาคพลังงานให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศให้มีความยั่งยืน โดยการกำหนดเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซล (บี100) ให้ได้ประมาณ 7.0 ล้านลิตร/วัน ซึ่งจะสามารถดูดซับ CPO ได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดของประเทศในปัจจุบัน (หรือประมาณ 2.2 ล้านตัน/ปี)

กรมธุรกิจพลังงาน จึงได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนนโยบาย โดยจะกำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานสำหรับรถดีเซลทั่วไป น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถเก่าและรถยุโรป และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่

โดยวันที่ 27 กันยายน 2562 กรมธุรกิจพลังงานได้เชิญผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่ผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซล และผู้ผลิตไบโอดีเซล (บี100) มาหารือเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน ในการผลักดันนโยบายการปรับน้ำมันดีเซล บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐาน โดยทั้งผู้ค้าน้ำมันและผู้ผลิต (บี100) ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและระยะเวลาในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ดังนี้

- วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ขอความร่วมผู้มือค้าน้ำมันให้เพิ่มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 ในสถานีบริการ
- วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพไบโอดีเซล (บี100) เหลือชนิดเดียว
- วันที่ 1 มกราคม 2563 ทุกคลังของผู้ค้าน้ำมันมีการผลิต บี10
- วันที่ 1 มีนาคม 2563 น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีจำหน่ายในสถานีบริการทุกสถานี






Tuesday, October 1, 2019

จัดโมเดล "โรงไฟฟ้าชุมชน" !

โมเดล "โรงไฟฟ้าชุมชน"  (ไม่) ยั่งยืน

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน กำลังถูกผลักดันให้เป็นรูปธรรมทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ชุมชน โครงการนี้ มีแนวทางอย่างไร และต้องดำเนินการอย่างไรให้ชุมชนพึ่งตัวเองได้ !!